คราบกาแฟติดเสื้อผ้า ทำไงดี เทคนิคขจัดคราบกาแฟที่ได้ผล อยู่ที่นี่แล้ว

[Total: 21   Average: 2.8/5]

การดื่มชาและกาแฟถือเป็นวัฒนธรรมวัฒนธรรมของหลายๆ ประเทศทั่วโลก และดูเหมือนจะเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของหลายๆ คนไปแล้ว ดูง่ายๆ จากสำนักงาน บริษัท หรือองค์กรต่างๆ จะมีมุมสำหรับชงกาแฟอยู่เกือบทุกที่ นั่นแสดงว่ามีคนดื่มกาแฟอยู่เยอะมากๆ ตอนที่เราดื่มกาแฟ บางครั้งอาจเผลอทำกาแฟหกเลอะเสื้อผ้าของเรา และบ่อยครั้งเหตุการณ์นี้จะเกิดช่วงเวลาทำงานนี่แหล่ะ แล้วเราจะมีวิธีขจัดคราบกาแฟติดเสื้อได้อย่างไร? ในเมื่อสีและกลิ่นของกาแฟเข้มข้นขนาดนั้น ยิ่งเราปล่อยให้เวลาผ่านไปนานๆ การซักก็จะยิ่งเป็นไปได้ยาก แต่ไม่ต้องห่วง เพราะวิธีแก้มีอยู่แล้วค่ะ เราจะมาบอกให้กับคุณเองที่บทความนี้ มีหลากหลายวิธีให้เลือกใช้ตามชอบใจ หากครั้งหน้าคราบกาแฟติดเสื้อผ้าของคุณ หรือคนรอบข้าง ก็สามารถนำวิธีการขจัดคราบกาแฟที่ได้อ่านไปแล้ว นำไปใช้กับสถานการณ์จริงในทันทีทันใด โดยไม่ต้องไปหาวิธีจากที่ไหนให้ยุ่งยากอีกยังไงหล่ะ


Advertisements


คนที่ชอบจิบกาแฟไปด้วย ระหว่างขับรถไปทำงานตอนเช้า บ่อยครั้งที่จะโดนกาแฟหยดใส่เสื้อ กระเด็นใส่กางเกง วันนั้นทั้งวันจะเป็นที่ไม่ค่อยดีนัก เนื่องจากอารมณ์เสียตั้งแต่เช้า มาถึงที่ทำงานแทนที่จะเริ่มทำงาน แต่กลับต้องเสียเวลามาจัดการกับรอยกาแฟบนเสื้ออีก ถ้าพกเสื้อมาหลายตัวก็รอดตัวไป แต่คุณต้องอยากทราบการขจัดคราบกาแฟติดเสื้อแบบเฉพาะหน้าอย่างแน่นอน ลองมาอ่านดูสิ ว่ามีวิธีไหนบ้างที่จะช่วยแก้ปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นกับคุณในเวลานี้

วิธีการขจัดคราบกาแฟติดเสื้อ

 

หากรอยเปื้อนเพิ่งเกิดขึ้นใหม่ๆ ให้ใช้วิธีนี้

ให้เอาผ้าขนหนู หรือกระดาษมาซับรอยเปื้อนให้แห้งมากที่สุด แล้วเอาด้านในของผ้าหงายขึ้นด้านบน เทน้ำเย็นลงไปเพื่อให้น้ำดันคราบกาแฟให้หลุดออกไปทางฝั่งตรงข้าม ทิ้งไว้ 3 นาที จึงเอาขึ้นมาจากน้ำ แล้วบิดน้ำออก หากยังเหลือคราบอยู่ให้เอาน้ำยาซักผ้ามาป้ายลงไป แล้วเอาไปขยี้ในน้ำสะอาด จากนั้นให้เอาไปตากให้แห้งก็เป็นอันเสร็จแล้วจ้า

 

 

คราบกาแฟจัดการออกด้วยกลีเซอรีน

เพื่อนๆ คงจะพอทราบกันมาบ้างแล้ว กลีเซอรีนว่าเป็นแอลกอฮอล์ชนิดหนึ่ง มีลักษณะใส แต่เข้มข้นมาก ซึ่งได้ถูกนำไปใช้ประโยชน์กันหลายรูปแบบ แต่หากเราจะขจัดรอยกาแฟที่เปื้อนอยู่บนเสื้อผ้า ก็ให้เอากลีเซอรีนมาทาลงไปบนรอย ทิ้งไว้ 30 นาที แล้วเอาไปขยี้ในน้ำร้อน คราบร่องรอยกาแฟก็จะหลุดออกอย่างง่ายดาย

 

 

น้ำร้อนกับสบู่ ช่วยขจัดคราบกาแฟได้

สำหรับวิธีนี้ก็ไม่ได้ยากเลย เพียงแค่เพื่อนๆ เอาเสื้อผ้าตรงที่เปื้อนกาแฟ มาจุ่มลงไปในน้ำร้อน ก็จะช่วยให้รอยกาแฟละลายหลุดออก และจางลง จากนั้นให้เอาสบู่มาถู แล้วขยี้เบาๆ ในน้ำอุณภูมิปกติ เพียงเท่านี้รอยกาแฟที่เคยมีอยู่ก็จะหายไปแล้วหล่ะค่ะ
 

 

ถูออกด้วยโซดา

น้ำโซดาใสๆ ที่เรารู้จักกันเป็นอย่างดี ก็เอามาช่วยขจัดรอยกาแฟบนเสื้อได้ เพียงแค่หาผ้าขนหนูสะอาดๆ มา 1 ผืน เอามาชุบน้ำโซดา แล้วเอาไปถูเบาๆ ตรงรอยกาแฟได้เลย รอยที่มีอยู่จะค่อยๆ เลือนลงไป จากนั้นก็เอาไปซักด้วยผงซักฟอกตามปกติ เสื้อผ้าของคุณจะกลับมาสะอาดเหมือนเดิม ไม่เหลือร่องรอยของคราบกาแฟให้คุณเห็นค่ะ

 

 

ใช้น้ำยาขจัดคราบบนเสื้อผ้า

ให้เพื่อนๆ ไปซื้อน้ำยาขจัดคราบบนเสื้อผ้ามาใช้ ซึ่งในตลาดมีให้เลือกมากมายหลายยี่ห้อ เช่น ไฟท์ , ไฮเตอร์ , บรีส , ไฮยีน , ออกซี่ แว็กส์ , แวนิช  ฯลฯ ให้เลือกเอามาซัก 1 อย่าง แล้วเอามาป้ายลงไปบนรอยกาแฟ ทิ้งไว้ซักครู่แล้วเอาไปซักออก เท่านีร้ผ้าของคุณก็จะสะอาดปราศจากคราบ วิธีใช้แต่ละผลิตภัณฑ์ ควรอ่านวิธีใช้ที่ระบุไว้ด้านข้างด้วยนะคะ

 

 

เอาแป้งข้าวจ้าวมาถู

เพียงแค่เอาแป้งข้าวจ้าวมาผสมกับน้ำแล้วปั้นเป็นก้อน นำมาถูลงไปบนรอยซักพัก จากนั้นเอาไปซักตามปกติ คุณจะไม่เห็นรอยกาแฟหลงเหลืออยู่แล้วค่ะ เห็นมั๊ย? ว่าทำง่ายสุดๆ เลยใช่ป่ะ ^_^

 
คราบกาแฟติดเสื้อ

Loading...

 

เช็ดออกด้วยน้ำส้มสายชู

ให้เอาผ้าเช็ดหน้า หรือผ้าขนหนูเล็กๆ มาชับน้ำส้มสายชูนิดนึง แล้วเอามาเช็ดๆ ถูๆ ไปบนรอยกาแฟ ถูเบาๆ ไปเรื่อยๆ คราบกาแฟก็จะค่อยๆ หลุดออกไปจนหมด

 

 

ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ก็ช่วยได้

เอาไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์มาหยดลงบนรอยที่เปื้อนกาแฟ ทิ้งไว้ 30 วินาที จะช่วยขจัดรอยคราบกาแฟที่ติดบนผ้าได้ แต่หากรอยยังไม่หมด ทำซ้ำอีกจนรอยจางลงไปมากที่สุด แล้วเอาไปซักด้วยน้ำยาล้างจาน หรือสบู่เหลว เท่านี้เสื้อผ้าที่เปื้อนก็จะกลับมาสะอาดเอี่ยมเหมือนเดิม

 

 

ถ้าเพื่อนๆ ชอบเทคนิคไหน สะดวกวิธีใด ก็เลือกเอาไปใช้กันได้ การขจัดรอยเปื้อนกาแฟที่ติดบนเสื้อผ้าไม่ใช่เรื่องยุ่งยากอะไรเลย เพียงแค่ทำให้เราอารมณ์เสีย และเสียเวลาไปก็เท่านั้นเอง ยังไงก็ขอให้ใจเย็นๆ กันด้วยนะ ยิ่งบางคนที่โดนกาแฟหกเลอะตอนขับรถ คุณต้องควบคุมอารมณ์ตัวเองให้ดีนะคะ มิฉะนั้นอาจเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนได้ และอีกอย่าง หากรอยคราบกาแฟเพิ่งเปื้อนใหม่ๆ ถ้าเป็นไปได้ก็รีบทำความสะอาดจะดีที่สุด ดีกว่าปล่อยให้ซึมฝังลึกในเนื้อผ้า เพราะจะขจัดออกได้ยากกว่านั่นเอง


Advertisements




Loading...